ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร

ประกันสุขภาพ คือ สัญญาเพิ่มเติ่มที่ต้องมีการประกันชีวิตร่วมด้วย และช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เช่น ค่าห้อง ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ หรือค่ารักษาอื่น ๆ ตามแผนที่เลือกไว้ โดยบริษัทประกันจะช่วยจ่ายค่ารักษาตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยเป็นสัญญา ปีต่อปี
ประกันสุขภาพคุ้มครองอะไรบ้าง โดยทั่วไปจะครอบคลุม เช่น
ค่าห้องพักโรงพยาบาล
ค่าแพทย์ และค่าผ่าตัด
ค่ายา และเวชภัณฑ์
ค่ารักษาผู้ป่วยใน (IPD)
บางแผนมี OPD ผู้ป่วยนอก
ค่ารักษาโรคร้ายแรง
ค่าล้างไต มะเร็ง หัวใจ ฯลฯ ในบางแผน
ทำไมคนยุคนี้ควรมีประกันสุขภาพ
ค่ารักษาพยาบาลปัจจุบันสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน การมีประกันช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น
ข้อดีหลัก ๆ คือ
ไม่ต้องใช้เงินก้อนเวลาป่วย
ลดภาระครอบครัว
เลือกโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้น
บางแผนไม่ต้องสำรองจ่าย
ใช้ลดหย่อนภาษีได้
ประกันสุขภาพมีกี่แบบหลัก ๆ มี 2 แบบ
- แบบแยกค่าใช้จ่าย แบบประกันแบบเก่า เกิน 10 ปี แต่ยังขายอยู่
จ่ายตามหมวด เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด แยกวงเงิน วงเงินให้ไม่เต็ม มีความซับซ้อนในการเคลม ลูกค้ามักจะต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล แต่มีข้อดีคือ เบี้ยประกันถูกมาก - แบบเหมาจ่าย แบบประกันแบบใหม่
มีวงเงินรวม เช่น 1 ล้าน / 5 ล้าน / 20 ล้าน และถึง 100 ล้านบาท โดยจะเป็นการเคลมแบบใช้ตามจริงภายในวงเงิน เหมาะกับค่ารักษายุคปัจจุบันมากกว่า
คนแบบไหนควรมีประกันสุขภาพ
- ฟรีแลนซ์ ไม่มีสวัสดิการ
- เจ้าของธุรกิจ SME
- พ่อแม่ที่มีลูกเล็ก
- คนวัยทำงาน
- คนที่ต้องการรักษาโรงพยาบาลเอกชน
- เจ้าของร้านค้าคนที่กลัวเงินเก็บหายจากค่ารักษา
ถ้าต้องการ พี่จิว สามารถคำนวนเบี้ยประกัน ทัก line : @mtl.jew (อย่าลืมใส่ @เดี๋ยวระบบหากันไม่เจอคะ)
ช่วย เปรียบเทียบประกันสุขภาพแต่ละแบบ แนะนำแผนเหมาะกับงบประมาณ
========================================
อธิบาย Copayment / Deductible แบบเข้าใจง่าย
Copayment คือ “ร่วมจ่ายเป็น % ทุกครั้ง”
เหมือนมี “หุ้นส่วนช่วยจ่ายค่ารักษา” Dhealth Lite ของเมืองไทยมี ให้เลือก 2 แบบคือ
- แผน 80:20 และ แผน 90: 10 คือ ทุกครั้งที่เข้า รพ ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมจ่าย 20%ทุกครั้ง ตัวอย่าง
ค่ารักษา 100,000 บาท ที่ รพเรียกเก็บ เงื่อนไข Copayment 20%
ลูกค้าจ่าย 20,000 บาท / บริษัทประกันจ่าย 80,000 บาท
ถ้าป่วยอีก ก็ต้องร่วมจ่ายอีกทุกครั้งตาม % ที่กำหนด ทุกครั้งที่เข้า รพ
- เบี้ยถูกลง
- เหมาะกับคนไม่ค่อยป่วยแต่ ยังมีประกันช่วยจ่ายก้อนใหญ่
จุดด้อยที่ต้องรู้
- ยิ่งค่ารักษาสูง ยิ่งต้องจ่ายเยอะตาม % ค่ารักษาที่รพ เรียกเก็บ
- เข้า รพ. บ่อยและ อาจมีค่าใช้จ่ายสะสมสูง เพราะ ต้องร่วมจ่ายทุกครั้ง
Deductible คือ “การจ่ายเงินก้อนแรกเองก่อน”
หลังจากนั้นประกันช่วยจ่ายที่ ตัวอย่างเช่น Deductible 30,000 บาท
ค่ารักษา 150,000 บาท ลูกค้าจ่ายเองก่อน 30,000 บาท
บริษัทประกันจ่ายที่เหลือ 120,000 บาท
จุดเด่น
- เบี้ยประกันถูกลงมาก เหมาะกับคนมีสวัสดิการบริษัท
- เหมาะกับคนอยากกัน “โรคหนัก ค่ารักษาแพง”
ถ้าค่ารักษาไม่ถึง Deductible อาจเคลมไม่ได้ ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรองก้อนแรก
ช่วยเลือกแผน 1 ล้าน 5 ล้าน หรือเหมาจ่าย 20 ล้าน
เปรียบเทียบ เมืองไทยประกันชีวิต กับบริษัทอื่น ๆ ได้ด้วย
ตัวอย่างเปรียบเทียบแบบเห็นภาพ
ค่ารักษา 500,000 บาท
แบบ Copayment 20%
ลูกค้าจ่าย 100,000
ประกันจ่าย 400,000
แบบ Deductible 30,000
ลูกค้าจ่าย 30,000 แรก
ประกันจ่าย 470,000
จะเห็นว่า…
ถ้าค่ารักษาแพงมาก Deductible มักคุ้มกว่า
แต่ถ้าเข้า รพ. บ่อย ๆ ค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ Copayment อาจบริหารง่ายกว่า
แล้วควรเลือกแบบไหนดี? เลือก Copayment ถ้า…
- อยากลดเบี้ย
- ไม่มีสวัสดิการบริษัท
- รับได้กับการร่วมจ่ายบางส่วน
เลือก Deductible ถ้า…
- มีประกันกลุ่มอยู่แล้ว
- มีเงินสำรอง
- อยากได้วงเงินสูง แต่เบี้ยไม่แรง
- กลัวโรคหนักค่ารักษาหลักล้าน



