ประกันสุขภาพคืออะไร?

ประกันสุขภาพ คือแบบประกันที่ช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล เมื่อเกิดการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล


โดยบริษัทประกันจะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น


✔️ ค่าห้องพักโรงพยาบาล

✔️ ค่าผ่าตัด

✔️ ค่าแพทย์

✔️ ค่ายา

✔️ ค่ารักษาโรคร้ายแรง

✔️ ค่ารักษา IPD / OPD


ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิต

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ?

1. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

เพราะให้วงเงินค่ารักษาแบบรวมต่อปี สามารถใช้ตามจริงภายในวงเงินที่กำหนด

เหมาะสำหรับ:

  • คนทำงาน
  • ฟรีแลนซ์
  • เจ้าของกิจการ
  • คนที่ไม่มีสวัสดิการบริษัท

ปัญหาที่พบคือ เบี้ยแพงกว่าแบบประกัน แยกค่าใช้จ่าย


2. ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย กำหนดวงเงินแยกแต่ละรายการ เช่น:

  • ค่าห้อง
  • ค่าผ่าตัด
  • ค่าแพทย์

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมค่าเบี้ยประกัน

ปัญหาที่พบ คือ ผู้เอาประกันจะต้องเจอส่วนต่าง ค่ารักษาพยาบาล


แล้วควรเริ่มทำประกันสุขภาพเมื่อไร?

คำตอบคือ: “ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ”


เพราะ:

✔️ ค่าเบี้ยถูกกว่า

✔️ สุขภาพยังแข็งแรง คุ้มครองง่ายกว่าเกิดโรค

✔️ มีโอกาสผ่านการพิจารณาง่ายกว่า

✔️ มีตัวเลือกแผนมากกว่า


หลายคนเริ่มมองหาประกันสุขภาพจริงจังในช่วงอายุ 30-40 ปี เพราะเริ่มกังวลเรื่องสุขภาพและอนาคตมากขึ้น


ประกันสุขภาพเหมาะกับใคร?


✔️ คนทำงาน

✔️ ฟรีแลนซ์

✔️ เจ้าของกิจการ

✔️ ผู้หญิงโสดวัย 35+

✔️ คนที่ไม่มีสวัสดิการบริษัท

✔️ คนที่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาว


ต้องการซื้อประกัน ควรเลือกประกันสุขภาพแบบไหนดี?


ควรเลือกจาก:


  • งบประมาณ
  • ไลฟ์สไตล์

ความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ความต้องการความคุ้มครอง

สวัสดิการที่มีอยู่แล้ว


ปัจจุบันยังมีทางเลือก เพื่อทำให้ค่าเบี้ยประกันของผู้เอาประกันถูกลง โดยปัจจุบันบริษัทประกันได้ออกแบบแผนประกันที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันประหยัดค่าเบี้ยประกัน และ


  • Copayment (ส่วนร่วมจ่าย) คือค่ารักษาพยาบาลที่ ผู้เอาประกัน ต้องมีร่วมจ่ายทุกครั้งตามเปอร์เซ็นต์ของบิลค่ารักษาพยาบาลในครั้งนั้น
  • Deductible(ความรับผิดส่วนแรก) คือค่ารักษาที่เกิดโดย ผู้เอาประกันมีส่วนที่ต้องจ่ายก้อนแรกของค่ารักษานั้นเองก่อน


โดยช่วยให้ค่าเบี้ยเหมาะสมกับงบประมาณของผู้เอาประกันมากขึ้น

ยกตัวอย่างการคำนวน ค่าใช้จ่ายหากเลือกประกัน แบบ Copayment หรือ Deductible เช่น ต้องผ่าตัดนิ่วในถุงนำ้ดี หากมีค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท


  • ถ้ามี Copayment แบบ 90:10 ดังนั้น ผู้เอาประกัน จะมีส่วนร่วมจ่ายด้วย 10% ทุกครั้งที่เข้า รพ หรือครั้งนี้จ่าย 20,000 เหมาะกับกังวลค่ารักษา ที่ยอดไม่เกิน 100,000 / ครั้ง


  • ถ้าลูกค้าเลือกประกัน แบบ Deductible 30,000 ผู้เอาประกันต้องชำระ 30,000 และ เมืองไทยจะดูแลในส่วน 170,000 ที่เหลือของบิลใบนั้น /ครั้ง / โรค เหมาะสำหรับความกังค่ารักษาพยาบาลแบบยอดสูง


Wangpan-Prakan ช่วยอะไร?


เราเป็นบริการ “ออกแบบประกันสุขภาพ” และวางแผนการเงิน

ให้เหมาะกับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน


✔️ ช่วยเปรียบเทียบแผนประกันสุขภาพที่ลูกค้ามีอยู่

✔️ อธิบายเข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพย์ทางด้านประกันที่เข้าใจยาก

✔️ วางแผนตามงบประมาณ โดยผ่านการซักถามความต้องการและ ออกแบบตามงบประมาณที่ผู้เอาประกันวางแผนไว้

✔️ ดูแลทั้งก่อนและหลังทำประกันคือการให้คำแนะนำข้อมูลที่ผู้เอาประกันต้องรู้ในการเคลม เพื่อทำความเข้าใจก่อนและยัง ติดตามสถานะการเคลม หรือ แจ้งกระบวนการ และ วิธีการเคลมตามระบบ ของเมืองไทยประกันชีวิต


เพราะสุขภาพที่ดี คือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิต


ประกันสุขภาพ

บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ Care Plus แบบละเอียด ทั้งจุดเด่น ความคุ้มครอง ข้อดี ข้อควรรู้ และเหมาะกับใคร เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก่อนเลือกทำประกันสุขภาพ

ติดต่อเรา

สรุปแบบประกัน และ เงื่อนไข Decuctable,  เงื่อนไข Copayment จากแบบประกัน Dhealth Lite เหมาะกับใคร 

฿15,295
ติดต่อเรา

 อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus)จุดเด่นคือเพิ่มความคุ้มครองตามต้องการ เลือกการรักษาได้ทั่วโลก วงเงินความคุ้มครองสูงสุด 20-100 ล้านบาท/ปี (เลือกแผน1-4) ครอบคลุม IPD/OPD/ผ่าตัด/ICU รวมถึงเทคโนโลยีรักษามะเร็ง Targeted/Immunotherapy

 
 

฿33,451
ติดต่อเรา
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy